Profilo di ★ G.G.'s spaceFotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Blog


17/02/2007

เลี่ยนซะ!!

 

 

 

วันนี้วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2550

จริงๆ มันก็เป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง จนเมื่อ 22 ปีก่อน

มันกลายเป็นพิเศษสำหรับครอบครัวหนึ่ง

ถัดจากนั้นมา 12 ปี หรือเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว

มันเป็นหนึ่งในวันพิเศษในปฎิทินของจี..

 

จีรู้จักกับเขาเมื่อตอนขึ้นม.1 เกือบสิบปีแล้วนะเนี่ย

หากถามว่าตอนแรกเราสนิทกันมั๊ย?

ไม่หรอก เราเป็นเหมือนเพียงเพื่อนร่วมห้องที่จับพลัดจับผลู๋ (เขียนงี้?) ได้มาอยู่กลุ่มเดียวกันเท่านั้นเอง

ซึ่งกลุ่มที่ว่านี้มันใหญ่เอาการ คนร่วมสิบคนอยู่ด้วยกัน ยากจังที่จะได้พูดคุยกับเขา

จีใช้ชีวิตปีแรกของชั้นม.ต้น ให้ผ่านไปอย่างแทบจะไม่รู้จักเขาเลย

วันขึ้นม.2 จียืนคร่ำครวญอยู่หน้าบอร์ดประกาศ

 

"ง่า!!!! ได้อยู่ห้องเดียวกันเหรอ!"

 

เปล่า.. จีไม่ได้ไม่ชอบหรือรังเกียจหรอก แค่เพียงจีเห็นคนอื่นเขาร้องกัน จีเลยร้องบ้างเท่านั้นเอง

กับเพราะจีคุยกับเขานับคำได้ การอยู่ด้วยกัน มันออกจะประหม่ายังไงไม่รู้

แล้วจีจะชั้นชีวิตม.2 นี้ได้ยังไงนะ??

 

สิ่งที่คิดว่าลำบาก กลับเป็นสิ่งที่ดีมากสิ่งหนึ่งในชีวิตจีละมั้ง?

มีคนถามจีว่า "เพื่อนคนนี้ดีตรงไหน"

ไม่รู้ซิ จีตอบไม่ได้หรอก จีนึกคำพูดสวยหรู หรือ เหตุผลดีๆ ไม่ได้

แต่จีรู้สึกว่าสำหรับเขาแล้วให้ดีมากกว่านี้ หรือแย่มากกว่านี้ เขาก็ยังเป็นเขา

เพื่อนที่รักของจีอยู่ดี

 

ในเมื่อจีเองก็ไม่ใช่คนที่ดีอะไรนัก การเลือกคบเพื่อนซักคน คงไม่ต้องหาเหตุมาอ้างหรอก

 

ถึงวันนี้จีรู้แล้ว ว่าสิ่งที่ร้องโวยวายในเช้าวันนั้นตอนม.2 จีคิดผิด

ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น จีไม่ได้ถูกส่งไปเรียนห้องเดียวกับเขา

จีมั่นใจ จีคงไม่มีวันนี้

 

แม้จะมีทั้งสนุก สุข เศร้า เคล้าน้ำตาขนาดไหน

แต่ตอนนี้จีพูดได้เต็มปาก จียืดอกบอกกับใครต่อใครได้

 

"จีไม่เสียใจเลยที่เกิดมาเจอเขา"

 

จีไม่รู้ ว่าเขาจะรู้สึกยังไง จีจะเห็นแก่ตัวรึเปล่า ที่คิดว่าความสุขของจีก็คือทำอะไรให้เขาบ้าง

ซึ่งเขาจะเต็มใจหรือไม่ แต่จีก็ยินดีทำให้เสมอนะ

 

ไม่ว่าเมื่อไหร่ จีสัญญา เขาจะเป็นเพื่อนคนสำคัญของจีตลอดไป

 

 

 

 

 

Happy Birthday WJ. เพื่อนของจี

 

จีเพิ่งเริ่มทำเมื่อประมาณสี่ทุ่ม เวลามันเร่งจีเหลือเกิน อีก 2 ชั่วโมงจะถึงวันเกิดวีเจแล้ว

จีลองผิดลองถูก ทำไปเรื่อยๆ ปวดหัวบ้าง โมโหบ้าง แต่ก็สำเร็จออกมาจนได้

แม้จะเลยเที่ยงคืนมาเกือบ 2 ชั่วโมง แต่มั่นใจ ว่าวีเจยังไม่ทนกลับมาเห็นแน่

ตอนแรกจีกะเอาลงสเปซเลย แต่จีสงสารเพื่อนบางคนที่ต้องรอโหลดไฟล์นานมาก

จีตัดสินใจ อัพไว้แล้วให้โหลดเองละกัน

 

ลองดูนะ อิอิ

 

http://www.sendspace.com/file/nomv0b

 

 

 

 

 

 

 

16/02/2007

น้องปาล์ม

 
คิดว่าวันนี้คงไม่ใช่วันที่ดีมากมายอะไร
มันก็เป็นวันๆหนึ่ง ไม่ต่างจากทุกวัน
แต่อย่างน้อยๆ คืนนี้ก็คงนอนหลับฝันดี
คืนวันที่ 15 เช้าวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นั่งคุยกับแครี่อยู่
กำลังคิดว่าอีกไม่นานจะไปนอนแล้ว มันก็จะตีสองแล้วนี่หน่า
แต่ด้วยความมือไว เลยไปกดโดน F5 ทำให้หน้าบอร์ดที่เล่นทุกวันมัน Refresh อีกรอบ
 

จนได้เจอกระทู้หนึ่ง หัวข้อคือ "สี่ขาหนึ่งหาง"
ตอนนั้นเข้าใจว่าคงเป็นโครงการอาหารกลางวันปกติ เหมือนที่เคยเจอ
แต่ก็ลองกดเข้าไปหน่อยดีกว่า
 
 
คนที่ทำโครงการเริ่มได้ดีมากเลย ในวันที่เรามีความสุขกับวันตรุษจีน
ได้เราของเล่นใหม่ ได้เสื้อผ้าใหม่ ได้กินอาหารดีๆ
เราอย่าลืมเอื้อเฟื้อให้แก่สัตว์ด้อยโอกาสด้วย
เขาขอเงินบริจาค 234 บาท เพื่อแลกกับเสื้อยืดทำเอง 1 ตัว
 
 
อ่านรายละเอียดไปเรื่อยๆ จนไปเจอเคสแรก น้องปาล์ม..
น้องปาล์มอายุ 2 ปีกว่า เป็นพุดเดิ้ลที่เคยน่ารักมากตัวหนึ่ง
น้องปาล์มถูกเจ้าของนำมาทิ้ง ถูกคนทำร้าย สารพัด
จนแม่ชีท่านหนึ่งยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่น้องปาล์มก็อาการหนักเกินกว่าจะยื้อได้ไหว
หลังจากต่อสู้อยู่ 9 วัน น้องปาล์มจากไป
 
 
ข้อความเล่าเรื่องอย่างคราวๆ ทำเอาน้ำตาร่วงตั้งแต่บรรทัดที่สาม
เราอ่านอย่างไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำร้ายเขาขนาดนั้นได้ยังไง
ขอไม่รูปมาลง แต่ว่าสภาพของน้องปาล์ม มันทำให้พูดไม่ออก
การที่เขาจากไป มันอาจจะเป็นความสุขมากกว่าก็ได้
เขานอนเหม่อลอย เหมือนไม่ได้สติ นัยตาขุ่นมัว เหมืองไม่รับรู้เรื่องตรงหน้า
 
 
มันเป็นปัญหาที่ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเกิด มันเกิดขึ้นมานานแล้ว เราเองรึเปล่าที่ทำเป็นไม่เห็น
การจะร้องขอให้ทุกคนหันมาใส่ใจเพื่อนสี่ขาของเราบ้าง มันจะมากเกินไปรึเปล่า?
ในเมื่อมนุษย์เองยังทำร้ายซึ่งกันและกันเองเลย
 
 
ชีวิตหนึ่งเกิดมา ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ล้วนแล้วแต่รักชีวิตของตัวเองทั้งนั้น
แม้รู้ว่าสเปซนี้จะไม่ใช่ๆ คนมากมายได้อ่าน แต่อย่างน้อยคนที่เข้ามาไม่กี่คนนี้ก็พอ
ช่วยกันดูแลพวกเขาหน่อยเถอะค่ะ เราเกิดมาโชคดีกว่า และเอารัดเอาเปรียบเขามากพอแล้ว
 
 
หลายคนอาจจะลืม..
 
 
เขาคือเพื่อนเล่นในยามเรามีความสุข
เขาคอยอยู่ข้างเวลาเราไม่มีใคร
ยามเหงาใจ ไม่ใช่เขาเหรอที่คอมเป็นเพื่อน
เราร้องไห้กับเขา กินกับเขา
ร่วมกันเก็บความทรงจำแสนดีด้วยกัน
เพื่อนสี่ขาของเรา อย่าทำร้ายเขาอีกเลยค่ะ
 

ชีวิตเขามีค่ามากกว่าเป็นที่รองรับอารมณ์
มีค่ามากกว่าถังหนึ่งใบ มันเทียบกันไม่ได้หรอก
มันคงเป็นการอัพที่ไม่น่าอ่านเท่าไหร่ เรื่องดีมากมายที่อยากจะให้อ่าน
กลับต้องมาลงเรื่องน่าเศร้าแทน ขอโทษคนที่ผ่านมาอ่านด้วย
แต่อยากอุทิศพื้นที่ส่วนนี้ให้น้องปาล์มและเพื่อนๆ
 
 
 
ด้วยมือคู่นี้ที่ทำอะไรไม่ได้มาก
ด้วยคนๆนี้ที่ทำได้เพียงเสียน้ำตา
 
 
หลับให้สบายเถอะค่ะ
 
 

URL
 
 
ปล. อัพด้วยอารมณ์มึนๆ
 
 
อัพเพิ่มล่ะ
 
 
เมื่อคืนจริงๆ มีอะไรที่อยากระบายมากมาย แต่เพราะระหว่างอ่านไป
ก็ร้องไห้พลางก่นด่าความเลวทรามของมนุษย์มามากมายแล้ว
ถึงเวลาเลยไม่รู้จะเมนท์อะไรดี? 
 
 
ตัวอย่างของน้องปาล์มเป็นหนึ่งในอีกหลายๆ ชีวิตที่ต้องสูญเสีย
บางคนอาจเห็นเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย ก็เขาเป็นแค่สัตว์นิ?
 
 
แต่อย่างที่วีเจบอก หากเราไม่ใช่สัตว์ ก็ควรไม่มีคำๆ นี้บนโลก
เราคงลืมไปละมั้ง
ว่าเราเกิดมาพร้อมๆ กับพวกเขานั่นแหละ ในตอนเริ่มแรก
เราอยู่กันอย่างแบ่งปัน พึ่งพากัน
เมื่อไหร่ที่คนเราเริ่มรู้สึกว่าฉันนี่แหละคือเจ้าของโลก
 
ใครเป็นผู้ตัดสินกัน?
 
 
ใครตัดสินว่าราคาของชีวิตหนึ่งมีค่าเท่าไหร่?
 
 
มนุษย์เราเองไม่ใช่เหรอ?
 
 
เราช่วงชิงทุกอย่างบนโลกใบนี้มาเป็นของเรา
ถือสิทธิ์ในการแบ่งแยก ครอบครอง เป็นเจ้าของชีวิตอื่น
เท่านี้คงยังไม่พอกับการสนองความโลภของมนุษย์ละมั้ง
 
 
เราไม่ใช่เจ้าของโลก เราแค่เพียงมีโอกาส
แต่โอกาสที่ได้มา มันเพื่อการปกป้องโลกใบนี้ มิใช่เพื่อทำลาย
 
 
ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใครได้ เพราะฉะนั้นอย่าเห็นเขาเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่ไร้จิตใจ
เราอ้างเป็นเจ้านายเขา เจ้าชีวิตเขาแล้ว สิ่งที่ทดแทนได้
มาเลี้ยงเขาให้ดีที่สุดเถอะนะ
 
 
คิดดู
 
 
คุณจะรู้สึกยังไง?
 
เมื่อถูกปล่อยทิ้งขว้าง ถูกนำไปทิ้ง
ถูกผู้อื่นทำร้าย ถูกมองว่าน่ารังเกียจ ถูกมองว่าเป็นนชีวิตที่ไม่มีค่า
ราคาของชีวิตมีค่าเพียงไม่กี่สิบบาท
 
 
ได้คำตอบรึยัง?
 
 
 
เพื่อนสี่ขาเหล่านี้ก็คงมีคำตอบไม่ต่างจากคุณหรอก
 
 
 
 

 
02/02/2007

ความรู้สึกของการเป็นผู้หญิง

 
 
 
 
 
กะจะเขียนมาหลายวันแล้ว แต่ตามเคย..
ก็มันไม่ว่างซักที พอดึกหน่อยเริ่มง่วง (อิอิ) เลย...มาจนวันนี้
โอกาสเหมาะ ไม่ง่วง อิ่มแล้ว อารมณ์กำลังดี อัพดีกั่ว..
 
 
เรื่องของเรื่อง...
 
 
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ออกจากบ้านไปเรียนตามปกติ
แนวว่าสายหน่อยด้วยซ้ำ เพราะไปไม่ทันรถตู้ตอนแปดโมงเช้า
เซ็งเล็กๆ ที่รีบแทบตาย แต่เปอร์เซ็นต์ผลสำเร็จต่ำเหลือเกิน --  --ll
เลยมายืนรอรถแบบไม่ต้องรีบมากมาย เพราะเรียนสิบโมง
จนรถมา คนก็ไม่ค่อยเยอะหรอก แต่มันไม่มีที่นั่งแล้ว ต้องยืนเท่านั้นเอง
สำคัญคือวันนั้นหิ้วหนังสือไปสิบกว่าเล่มใส่ถุง ซึ่งหนักมากๆ
 

ขึ้นรถไป..ไม่อยากบ่น แต่ที่เขาพูดว่าเด็กๆ เดี๋ยวนี้แล้งน้ำใจนี่ ขอเถียงขาดใจเลย
คนที่แล้งน้ำใจคือผู้ใหญ่ที่ยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ต่างหาก
ของเยอะ หนังสือในมืออีก แทบจะกระโดดเอาปากงับที่ราวจับแทนแล้ว
แต่ก็ไม่มีใครสนใจซักคน ทั้งที่ถ้าเจอวัยรุ่นๆ เด็กนักศึกษา เขาจะรีบมาช่วยถือหนังสือเลยทีเดียว
 

แต่อย่างว่า แค่บ่นเฉยๆ ไม่ได้หวังให้ช่วยอยู่แล้ว เพราะปกติไม่ได้เดือดร้อน
แต่วันนั้นมันไม่ไหวจริงๆ นี่หน่า
ระหว่างที่ยืนบ่นต่อโชคชะตาที่ให้มาพานพบกับคนแล้งน้ำใจ
รู้สึกถึงชายหนุ่มที่ยืนถัดไปสองสามคน เดินมาตรงที่ยืนอยู่
ตอนนั้นคิดในใจ "ตรงนั้นว่างๆ มันจะเดินมาเบียดกันตรงนี้ไมวะ"
ด้วยความอารมณ์เสียบวกไม่ชอบมองหน้าใคร เลยก้มหน้าก้มตาจับราวพนักพิงต่อไป
 
 
"ผมช่วย.."
 
 
สั้นๆ ก่อนที่ถุงหนังสือเฟิ่งหมิงราคาสามพันเศษจะถูกแย่งไป
ด้วยว่างง เลยหันไปมอง ก็หนุ่มเสื้อน้ำเงินคนเดิมที่เดินมานั่นแล
ตอนนี้เขามายืนข้างๆ พร้อมถือถุงหนังสือหนักๆ นั่นอยู่
 
 
"ขอบคุณมากค่ะ"
 
 
ไม่ได้ส่องกระจกตอนนั้น แต่มั่นใจว่าเป็นรอยยิ้มจริงใจสุดแล้ว
ถุงหนังสือหนังจริงๆ ชั่งน้ำหนักตอนส่งเกือบสี่กิโลได้
เขาเองก็มีของที่หิ้วอยู่ และก็ไม่มีที่นั่ง ยืนอยู่ข้างกันเนี่ยแล
ยังมีน้ำใจมาช่วยถือ ระหว่างที่อยู่บนรถ เลยมองเขาเพลินไปเลย
 
 
หน้าตาไม่หล่อ ไม่ขาว ไม่สเป๊กเลย
แต่ประทับใจจริงๆ ระยะทางไม่ใกล้ หลายครั้งที่ที่นั่งว่าง
เขาจะหันมองหาผู้หญิงหรือคนแก่แถวนั้นแล้วให้นั่งแทนตลอด
พอนั่งไปได้แป๊บนึง มีคนขึ้นมา ถ้าไม่มีที่นั่งและเป็นผู้หญิง
ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ เขาก็ลุกขึ้นให้เสมอ พร้อมกับถุงหนังสือในมือนั่นแล
และเพราะเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่เขาลุกให้นั่งเหมือนกัน
พอได้ที่นั่งเลยหันไปขอบคุณพร้อมกับจะรับถุงคืน
เขายืนอยู่ข้างๆ และพูดว่า
 
 
"ถุงใหญ่มาก คุณเป็นผู้หญิงถือคงลำบาก ผมช่วย ไม่เป็นไรหรอก"
 
 
ประทับใจจังแหะ..
 
 
ตอนแรกสงสัย เขาจะถือไปถึงเมื่อไหร่ จนถึงป้ายที่ต้องลงถึงรู้
ว่าเขาเองก็ลงป้ายเดียวกัน สงสัยเพราะเห็นชุดนักศึกษามั้ง
เลยมั่นใจว่าเราต้องลงป้ายเดียวกันแน่ เลยถือให้เรื่อยๆ
จนลงรถเมล์เรียบร้อย เขาก็ส่งถุงคืนให้แต่ไม่วายจะถามเพื่อความแน่ใจว่าเราถือได้แน่
อยากจะบอกแทบขาดใจ หนักกว่านี้ก็เคยแบกค่ะ!!  แต่ก็แค่ยิ้มๆ พร้อมขอบคุณไปอีกครั้ง
หลังจากเขาเดินไป ก็เดินตามหลังเขานี่แล ทำตัวเป็นสต๊อกเกอร์เลย อยากรู้เขาอยู่ไหน
ตามไปจนเขาเดินหายเข้าไปในตึกปริญญาโทนี่แหละ เลยไม่ได้ตามต่อ
(จริงๆ มันทางเดียวกัน ตึกเราเลยไปอีก ไม่ได้ตั้งใจเดินตามหรอกน๊า >///< )
 
 
ไม่ใช่ว่าชอบที่หน้าตาเขา (คงเป็นไปได้ยาก แม้ไม่เลวร้าย แต่ก็ไม่ถูกสเป๊ก)
แต่ที่เขาพูดว่า "ความดีทำให้คนดูดีขึ้นได้" มันเรื่องจริงล่ะ
 
 
ถึงสังคมไทยจะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ถึงคนจะมีน้ำใจให้กันน้อยลง
แต่ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เมินเฉยใส่กัน ก็ยังมีคนดีๆ อยู่อีกนะ
ลองๆ นึกดูนะ คนดีๆ ที่พบเจอแต่ละวัน มันต้องมีบ้างแหละ
ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เท่านั้น แต่หมายรวมถึงการช่วยเหลือซึ่งกันและกันหลายๆ เรื่อง
สิ่งเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกดีเมื่อพบเจอ สิ่งเล็กๆ ที่ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น
เชื่อว่า นอกจากคุณคนนี้ คงยังมีคนดีๆ อีกหลายคนในสังคมแน่นอน
 
 
 
โชคดีที่วันนั้นไปไม่ทันขึ้นรถตู้
โชคดีที่วันนั้นแบกหนังสือหนักๆ ไปด้วย
 
โชคดีที่วันนั้นเจอหนุ่มเสื้อน้ำเงินคนนั้น
 
 
 

ความรู้สึกของการเป็นผู้หญิง...มันดีแบบนี้นี่เอง >/////<